วัดบวรมงคลราชวรวิหาร (วัดลิงขบ)

       วัดนี้มีการเปลี่ยนแปลงชื่อถึง ๓ ครั้ง และ ๒ ยุคสมัย คือ เปลี่ยนจากชื่อวัดราษฎร์เดิมชื่อ วัดลิงขบ เป็น วัดบวรมงคล  และเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมชื่อเป็น วัดบวรมงคลราชวรวิหาร  หากแต่ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๐๐  (ปีตั้งวัด)  ถึง  พ.ศ. ๒๓๕๒   ไม่ปรากฏว่า มีเจ้าอาวาสกี่รูป  ใครชื่ออะไรบ้าง  จึงไม่สามารถค้นหาหลักฐานทางอักษรละเอียดมาชี้แจงยืนยันได้ และมีการเปลี่ยนแปลงวัด ๒ ยุค คือ ยุครามัญนิกาย และยุคธรรมยุตติกนิกาย  โดยมีเจ้าอาวาสเรียงตามลำดับ ดังนี้

 
ยุครามัญนิกาย


เจ้าอาวาส  รูปที่ ๑

        วัดบวรมงคล เมื่อได้รับ การสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง แรก ๆ เป็นรามัญนิกาย มีเจ้าอาวาสเป็นพระราชาคณะทั้งหมด รวม ๗ รูป ท่านรูปนี้นามเดิมไม่ปรากฏ มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านท่าทราย ใต้คลองปากเกร็ด ตระกูลร่วมกับหลวงรามัญ ท่านได้อพยพมาจากเมืองรามัญ พร้อมกับญาติโยมของท่านมาอยู่วัดลิงขบนี้ ก่อนพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ขึ้นครองราชย์ ก่อนวัดบวรมงคลได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงหลายปี และถือได้ว่าเป็นเจ้าอาวาสวัดลิงขบรูปแรกของวัดบวรมงคล เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก ท่านเป็นเจ้าอาวาส ปี พ.ศ. ๒๓๕๒ - ๒๓๖๕  รวมเวลา ๑๔ ปี


เจ้าอาวาส  รูปที่ ๒

       พระสุเมธมุนี (ซาย พุทฺธวํโส) ซาย เป็นคำรามัญ แปลว่า น้ำผึ้ง ท่านเจ้าคุณพระสุเมธมุนี เดิมชื่อ ซาย ฉายา พุทฺธวํโส ท่านเป็นคนรามัญ โดยชาติ ตามตำนานว่าท่านเกิดเมืองรามัญ และบวชเป็นพระภิกษุมาจากเมืองรามัญ มีฉายาว่า “พุทฺธวํโส” แปลว่า ผู้มีพระพุทธเจ้า หรือผู้รู้เป็นต้นวงศ์ ท่าน เข้ามาเมืองไทยเมื่อใดไม่ปรากฏ อาจจะเข้ามาพร้อมกับครอบครัว ญาติโยม ของท่านก็ได้ เพราะมีปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า “สมัยรัชกาลที่ ๒ พระองค์ได้ทรงส่งพระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทั้งยังเป็นเจ้าฟ้าชาย ออกไปรับครอบครัวชาวรามัญ ที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ชาวรามัญเหล่านั้นโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่เขตปทุม และปากเกร็ด  ในจำนวนผู้อพยพ ครั้งนั้น มีพระภิกษุตามเข้ามามากชาวบ้านก็รับอุปถัมภ์ และสร้างวัดถวายตามสติกำลัง จึงปรากฏมีวัดรามัญ ที่ไม่ขึ้นสังกัดมหานิกาย หรือธรรมยุต สืบมาจนทุกวันนี้    การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีโอกาสได้เสด็จออกไปรับครอบครัว ชาวรามัญครั้งนั้น อาจจะทำให้พระองค์ทรงคุ้นเคยกับพระรามัญ และเลื่อมใส ในข้อวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์รามัญตั้งแต่นั้นมาก็เป็นได้ พระเถระที่มีความสำคัญของชาวรามัญในเวลาต่อมาคือ ท่านพระสุเมธมุนี (ซาย) เพราะเป็นผู้คอยถวายแนวคิด ทัศนะ และความเห็น ตลอดจนทำให้คำอธิษฐาน ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ บริบูรณ์อันเป็นมูลเหตุให้เกิดมีวงศ์คณะธรรมยุตในเวลาต่อมา  ดัง นั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีวอก ฉศก จุลศักราช ๑๑๘๑ เจ้าฟ้ามงกุฏสมมติเทววงศ์ พงศาอิสสรกษัตริย์ ขัตติยราชกุมาร ได้เสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ ในพระอุปถัมภ์ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระบรมชนก ครั้น ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้เสด็จไปประทับ อยู่วัดมหาธาตุ ทรงปฏิบัติอุปัชฌาย์วัตรตามควรแก่พระวินัยอยู่ ๓ วันแล้ว จึงเสด็จไปจำพรรษา ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) ทรงศึกษา และปฏิบัติไปก็ทรงทราบว่า หลักการปฏิบัติสับสน ขาดหลักอ้างอิงที่แน่นอน เป็นแต่เพียงรับฟังคำบอกเล่าแต่ของโบราณจารย์ ปฏิบัติไปก็ยิ่งห่างไกลจากความรู้ จึงทรงตั้งพระทัยว่า จะต้องศึกษาให้แตกฉาน เพื่อให้ทราบหลักฐานที่แน่นอน ดังนั้น จึงได้เสด็จกลับมายังวัดมหาธาตุอีกครั้งหนึ่ง
        ครั้นทรง สอบถามดูถึงระเบียบแบบแผน และคัมภีร์ต่าง ๆ ก็ได้ทราบว่า “ ศาสนวงศ์อันตรธานมาตั้งแต่ ครั้งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งโน้นแล้ว” ทรงระอาพระฤทัยเห็นว่า พระพุทธศาสนาขาดรากเง่าที่สำคัญไปแล้ว การบวชเป็นบรรพชิต ก็เป็นเพียงปฏิบัติตามธรรมเนียมกันเท่านั้น เมื่อเวลากลางวัน วันหนึ่ง พระองค์เสด็จเข้าไปในพระอุโบสถวัดมหาธาตุ ทรงบูชาพระรัตนตรัย และอารักขเทวดา ทรงตั้งสัจจกิริยาธิษฐานว่า ข้าพเจ้านี้ขออุทิศต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ออกบวชด้วยความเชื่อ ความเลื่อมใส มิได้เพ่งต่ออามิส สิ่งใด สิ่งหนึ่ง มีลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นต้น ถ้าวงศ์บรรพชาอุปสมบทมีเนื่องมาแต่ พระสุคตทศพลยังมีอยู่ ณ ประเทศใด ทิศใด ขอให้ประสพ หรือได้ยินข่าวให้ได้ภายในสามวัน หรือเจ็ดวัน ถ้าไม่เป็นดังนั้น ข้าพเจ้าก็จักเข้าใจว่า “ศาสนวงศ์นั้นสิ้นแล้ว” ก็จะสึกเป็นฆราวาสไปรักษาศีล ๕ หรือศีล ๘ ตามสมควร ครั้น เวลาล่วงไปได้สอง หรือสามวันพระเถระชาวรามัญองค์หนึ่งเป็นผู้รู้ข้อวัตรปฏิบัติแตกฉาน ในพระไตรปิฎกมีอาจาระน่าเลื่อมใส ซึ่งทราบภายหลังว่า พระสุเมธามุนี (ซาย พุทธวํโส ) พำนักอยู่วัดบวรมงคลเข้าไปปรากฏตัวในพระอุโบสถวัดมหาธาตุที่พระองค์ประทับ อยู่ ท่านสุเมธมุนี ได้กล่าวศาสนวงศ์ และแสดงข้อปฏิบัติเป็นที่น่าเลื่อมใส พระองค์ทรงพอพระทัยยอมรับนับถือ พระสุเมธามุนีเป็นพระอาจารย์ ศึกษาธรรมวินัยตลอดจนพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน และในปีนั้นเอง (พ.ศ. ๒๓๖๘) พระสงฆ์ไทยธรรมยุตติกา หรือ พระธรรมยุตได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว  จาก นั้นมา ก็มีศิษย์หลวงเข้ารับศึกษา อบรมมากขึ้นเป็นลำดับ ท่านสุเมธมุนี ก็เป็นอาจารย์สั่งสอนสม่ำเสมอมาเป็นลำดับ ครั้น พ.ศ.๒๓๗๒ พระองค์ได้เสด็จกลับมาจำพรรษา ณ วัดสมอรายอีก ด้วยทรงเห็นว่าที่วัดมหาธาตุนั้นจะเป็นที่หนักใจ แต่พระอุปัชฌาย์ และเป็นการอยู่อย่างนานาสังวาส และในปีนั้นที่วัดสมอรายนั้น เพื่อให้แน่ใจ จึงอุปสมบทใหม่อีกที่สีมาน้ำวัดเสมอราย พระสงฆ์รามัญจำนวน ๒๐ รูป ว่ากันว่าทุกรูปมีพรรษาล่วง ๒๐ แล้วทั้งนั้น อุปสมบทมาแต่กัลยาณีสีมาประเทศมอญ ซึ่งสืบเนื่องมาจากประเทศลังกา การกระทำทัฬหีกรรมครั้งนี้ได้กระทำเต็มพระอัธยาศัย เพื่อให้หมดความแคลงพระหฤทัย คือให้สวดกรรมวาจาคู่ทำนองมอญ และทำนองมคธครั้นจบลงครั้งหนึ่งแล้ว ก็เปลี่ยนอุปัชฌาย์ และคู่สวดใหม่ ในจำนวน ๒๐ รูปนั้นทำอยู่อย่างนี้ถึง ๖ ครั้ง ครั้นพระองค์ทำเสร็จแล้วทรงเปลี่ยนทำให้แก่ศิษย์หลวงด้วย ศิษย์หลวงที่ทำทัฬหีกรรมครั้งนั้นมี ๙ รูป คือ
       ๑.พระญาณรักขิต (พัก) วัดบรมนิวาส
       ๒.พระเทพโมลี (เอี่ยม) วัดเครื่อวัลย์
       ๓.สมเด็จพระวันรัต (ทับ) วัดโสมนัส
       ๔.สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาวงกรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร
       ๕.พระครูปลัดทัด วัดบวรนิเวศวิหาร
       ๖.พระศรีวิสุทธิวงศ์ (พัก) วัดบวรนิเวศวิหาร
       ๗.พระอมรโมลี (ลบ) วัดบุปผาราม
       ๘.สมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
       ๙.พระปลัดเรือง
       พระสงฆ์รามัญ จำนวน ๒๐ รูป อยู่วัดบวรมงคลทั้งหมด หรืออยู่วัดใดบ้าง ตำนานไม่ได้กล่าวไว้ แต่เข้าใจว่าคงอยู่ต่างวัดกัน สำหรับท่านสุเมธมุนีนั้น อยู่วัดบวรมงคลตลอดมา เป็นพระรามัญผู้ใหญ่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงยกให้เป็นพระอาจารย์องค์สำคัญ ไปมาหาสู่กันเป็นเนืองนิตย์ บางคราวก็มาประทับอยู่ ณ วัดบวรมงคล เป็นเวลานานๆ จนถึงโปรดให้สร้างตำหนักไว้หลังหนึ่ง เพื่อประทับแรมชั่วคราว ตำหนักนี้ชาวบ้านเรียกว่า “เก๋งพระจอม” เดิมปลูกเตี้ย ๆ ต่อมาท่านเจ้า พระยาวรพงศ์พิพัฒน์ได้ปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมใหม่ ยกพื้นสูงขึ้น ชั้นล่างเป็นที่พักร้อนและใช้เป็นเสนาสนะ สำหรับเจ้าอาวาสสืบมา ใน บั้นปลายชีวิต มีผู้กล่าวว่าท่านพระสุเมธมุนี (ซาย พุทฺธวํโส) ขัดใจกันอย่างใหญ่หลวงกับหม่อมไกรสร (กรมหลวงรักษ์รณเรศ) ผู้ถูกถอดพระยศลงมาเป็นหม่อม โดยฐานะแล้ว ท่านพระสุเมธามุนี เป็นตั้งอยู่ในครุฐานียบุคคล เพราะท่านแทบจะกล่าวได้ว่า เป็นผู้วางโครงร่างแห่งคณะสงฆ์ ฝ่ายธรรมยุตฯ   ท่านเป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. ๒๓๖๕ - ๒๓๘๐ รวมเวลา ๒๕ ปี

 

เจ้าอาวาส  รูปที่ ๓

       พระรามัญมุนี (ยิ้ม ป.๔ รามัญ) ท่านพระรามัญมุนี เดิมชื่อยิ้ม ภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านท่าทราย ใต้คลองปากเกร็ด เป็นน้องชาย ของพระไตรสรณธัช เจ้าอาวาสวัดบวรมงคลรูปแรก เดิมท่านเป็นข้าหลวงรับราชการอยู่ใกล้ชิด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เข้าใจว่าครั้งยังเป็นเจ้าฟ้าชาย เนื่องจากท่านเคยอยู่ใกล้ชิด ท่านจึงมีโอกาสถวายคำแนะนำให้ทรงทราบ เกี่ยวกับลัทธิ ข้อปฏิบัติ และเกี่ยวกับพระเถระฝ่ายรามัญ ซึ่งเป็นเหตุให้ทรงสนพระฤทัยหันมาสนพระฤทัย ในการปฏิบัติวินัย แบบรามัญในภายหลัง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จออกผนวช ท่านยิ้ม ก็ออกบวชตามเสด็จด้วย แต่บวชแบบมอญ ศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ในสำนักวัดบวรนิเวศจนสอบได้เป็นเปรียญ ๔ ประโยคซึ่งถือได้ว่า เป็นประโยคสูงสุดทางรามัญ ครั้น พ.ศ. ๒๓๘๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะที่พระรามัญมุนี และได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลองค์ที่ ๓ มีการปรับปรุงการศึกษา ท่านเจ้าคุณพระรามัญมุนี (ยิ้ม) ได้ส่งเสริมการศึกษา และปรับปรุงการศึกษาจริงจัง บางปีพระภิกษุสามเณร จำพรรษา เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในวัดนี้มากกว่าร้อยรูป มีพระที่มีความสำคัญต่อคณะสงฆ์ มาศึกษาด้วยหลายรูป เช่น พระคุณวงศ์ (สน) วัดปรมัยยิกาวาส ซึ่งเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่รามัญในเวลาต่อมา เป็นต้น ที่พูดว่าท่านเจ้าคุณพระรามัญมุนีจัดการศึกษาได้ดี เพราะสมัยนั้นเป็นสมัยที่มีวงศ์คณะสงฆ์ธรรมยุต เกิดขึ้นมาใหม่ ๆ พระสงฆ์ตื่นตัวศึกษากันมาก โดยเฉพาะการศึกษาปริยัติฝ่ายรามัญ มีผู้สนใจเป็นพิเศษ เพื่อจะได้ทราบว่า เพราะเหตุไรพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงทรงยึดระเบียบปฏิบัติของคณะสงฆ์ฝ่ายรามัญ เป็นหลักในการตั้งวงศ์คณะธรรมยุต

งานการบูรณะวัด

       ท่านเจ้าคุณรามัญมุนีได้บูรณะปฏิสังขรณ์ก่อสร้างหลายอย่าง เช่น พระอุโบสถ วิหารคต หอระฆัง ศาลาการเปรียญ เป็นต้นระยะท่านเป็นเจ้าอาวาส ตรงกับสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ ได้โปรดให้กรมขุนธิเบศร์บวร และพระองค์เจ้าชายใย พระอนุชาพระโอรส ของกรมพระราช เจ้าบวรมงคลสถาน มหาเสนานุรักษ์ เป็นผู้ดำเนินการปฏิสังขรณ์ ดังนั้น งานทั้งหมด ที่พระรามัญมุนีปรารภขึ้น จึงดำเนินไปได้ด้วยดี ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ งานสำคัญอีกอย่างในสมัยนั้น คือ “การสร้างพระเจดีย์ธรรมหงษา” พระเจดีย์องค์นี้ ประดิษฐานอยู่ลานวัดด้านหน้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเจดีย์หมู่รวม ๙ องค์ ในการสร้างพระเจดีย์ ท่านธารธมฺโม ภิกฺขุ (พระยานรนารถภักดี) กล่าวไว้ว่ามีพูดกัน ๒ ฝ่ายไม่ตรงกัน คือฝ่ายหนึ่งพูดว่าท่านเจ้าคุณรามัญมุนี เป็นผู้สร้าง อีกฝ่ายหนึ่งพูดว่า กรมขุนธิเบศร์บวร และพระนุชา เป็นผู้สร้าง  ในฐานะท่านเจ้าคุณรามัญมุนี (ยิ้ม) เป็นที่ไว้วางใจ และนับถือในภูมิปัญญามาก จนครั้งหนึ่งมีพระบรม ราชโองการโปรดฯ ให้เดินทางไปเมืองหงสาวดี เพื่อขอยืมต้นฉบับพระไตรปิฎกมาสอบทานกับ พระไตรปิฎกฉบับเดิมของสยาม  ท่านเป็นเจ้าอาวาส พ.ศ.๒๓๘๐ - ๒๔๑๐ รวมเวลา ๓๐ ปี

เจ้าอาวาส  รูปที่ ๔

       พระธรรมสารทะ (เม่น)  ท่านเจ้าคุณพระธรรมสารทะ เดิมชื่อเม่น ฉายา ปทฺทโม ชาติภูมิอยู่ที่บ้านท่าทราย ว่ากันว่าท่านเจ้าคุณ ธรรมสารทะนี้ เป็นศิษย์รูปหนึ่งของท่านเจ้าคุณพระรามัญมุนี เมื่อท่านพระรามัญมุนี (ยิ้ม) มรณภาพแล้ว ท่านได้ครองวัดบวรมงคลสืบมาชั่วระยะหนึ่ง  ท่านเป็นเจ้าอาวาส  พ.ศ. ๒๔๑๑ - ๒๔๒๖ รวมเวลา ๑๖ ปี


เจ้าอาวาส  รูปที่ ๕

       พระอริยธชะ (สัน) ท่านเจ้าคุณพระอริยธชะ เดิมชื่อ สัน มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้าน ท่าทราย ใต้คลองปากเกร็ด เมื่อท่านพระรามัญมุนี (ยิ้ม) มาครองวัดบวรมงคล จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นที่แพร่หลายอยู่นั้น ท่านสันซึ่งมีภูมิลำเนา อยู่แหล่งเดียวกัน ก็ได้เข้ามาศึกษาอยู่ด้วยท่านก็ได้อุปสมบทอยู่กับท่านรามัญมุนี ได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ ในสำนักวัดบวรมงคล จนมีความรู้ในภูมิเปรียญรามัญ เมื่อคราวที่พระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงโปรดฯ ให้ท่านพระรามัญมุนีเดินทางไป เมืองหงสาวดี เพื่อขอยืมต้นฉบับ พระไตรปิฎกนั้น ท่านเป็นอนุจรรูปหนึ่ง ที่ทางไปเมืองหงสาวดีด้วย เมื่อไปถึงเมืองหงสาวดีแล้ว ท่านพอใจศึกษาขนบธรรมเนียมพร้อมทั้งพระธรรมวินัย กับคณาจารย์ในเมืองหงสาวดีนั้น มิได้กลับมาพร้อมกับพระรามัญมุนี หลังจากได้ใช้เวลาศึกษาอยู่ในเมืองหงสาวดี ๗ พรรษาแล้ว ท่านได้กลับมายังเมืองไทยมาจำพรรษาอยู่วัดบวรมงคลตามเดิม

       สำหรับการปฏิบัติงานคณะสงฆ์นั้น เมื่อท่านกลับมาจำพรรษาอยู่วัดบวรมงคลแล้ว ได้ช่วยพระอุปัชฌาย์ในการอบรมสั่งสอน พระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณร ท่านได้เป็นกำลังของท่านรามัญมุนี ในสมัยนั้นจนเป็นที่กล่าวกันว่า คลังพระปริยัติธรรมสมัยพระรามัญมุนีที่เฟื่องที่สุด  ภายหลังพระครูอุดมญาณ เจ้าอาวาสวัดกวิศราราม จังหวัดลพบุรี ต้องการพระที่มีความเชี่ยวชาญด้านปริยัติ เพื่ออบรมสั่งสอนพระภิกษุ สามเณรในวัด แสดงความจำนง มายังวัดบวรมงคล ท่านพระสันจึงขึ้นไปช่วยบำเพ็ญศาสนกิจนี้ ท่านพระครูอุดมญาณได้แต่งตั้งท่าน ในตำแหน่งฐานานุกรมที่พระปลัด ท่านปฏิบัติหน้าที่ศาสนกิจอยู่ ณ วัดกวิศรารามนั้นด้วย ความเรียบร้อย ครั้นล่วงมา ๑ พรรษา พระครูอุดมญาณ เจ้าอาวาสได้ถึงแก่มรณภาพ ตำแน่งเจ้าอาวาสวัดกวิศรารามจึงว่างลง พระเถระผู้ใหญ่เห็นว่าท่านปลัดสันเป็นผู้มีการศึกษาดี เคยผ่านงาน คณะสงฆ์มามาก สามารถบริหารการคณะสงฆ์ไปได้ด้วยดี จึงแต่งตั้งท่านรักษาการตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนั้น ภายหลังได้รับพระราทานสมณศักดิ์เป็นพระครูรามัญสมณคุตต์ ครองวัดกวิศรารามสืบมา  ท่านพระครูรามัญสมณคุตต์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกวิศราราม จังหวัดลพบุรี วัดนั้นถึง ๑๐ ปี ต่อมาเกิด ความเบื่อหน่าย จึงทูลลาจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกวิศราราม กลับมาอยู่ ณ วัดบวรมงคลตามเดิม ครั้นต่อมา วัดราชคฤห์ จังหวัดธนบุรีได้ว่างลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำริเห็นว่า พระครูรามัญสมณคุตต์ ได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกวิศรารามแล้ว มาจำพรรษาอยู่วัดบวรมงคล สมควรจะได้ช่วยปฏิบัติศาสนกิจส่วนนี้ จึงมีพระกรุณาโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ให้ท่านเป็น ราชคณะที่อริยธัชแล้ว โปรดให้อาราธนาไปครองวัดราชคฤห์ ตั้งแต่นั้นมา  ท่านพระอริยธัชปกครองวัดราชคฤห์อยู่เป็นเวลา ๓ ปี พระธรรมวิสารทะ (เม่น) เจ้าอาวาสวัดบวรมงคล ได้ทูลขอพระบรมราชานุญาตลาสิกขา วัดบวรมงคลจึงว่างจากเจ้าอาวาสอีกครั้งหนึ่ง จึงพระกรุณาโปรดฯ ให้ย้ายท่านพระอริยธัชกลับมาวัดบวรมงคล และทรงแต่งตั้ง ให้เป็นเจ้าอาวาสวัด บวรมงคลสืบมา พระอริยธัช (สัน) เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลอยู่เป็นเวลา ๖ พรรษา ในพรรษาที่ ๗ ท่านอาพาธหนัก ถึงแก่มรณภาพในกลางพรรษานั่นเอง เมื่อออกพรรษาแล้ว และถึงหน้าทอด กฐิน พระครูราชปริต (ลับแล) ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งในวัดบวรมงคลนี้ ครองกฐินแทน และได้รักษาการตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดบวรมงคล สืบมาระยะหนึ่ง ครั้งแล้วได้โปรดฯ ให้นิมนต์ท่านพระมหาจูเปรียญ ๔ ประโยค (รามัญ) ซึ่งขณะนั้นอยู่วัดปรมัยยยิกาวาส มาดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดบวรมงคล   ท่านเป็นเจ้าอาวาส  พ.ศ. ๒๔๒๖ - ๒๔๓๓ รวมเวลา ๗ ปี

เจ้าอาวาส  รูปที่ ๖

       พระธรรมวิสารทะ (จู สิงฺโฆ ป.๔ รามัญ) ท่านเจ้าคุณพระครูวิสารทะ เดิมชื่อ จู ฉายา สิงฺโฆ ท่านเกิดเมื่อวันเสาร์ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีฉลู จุลศักราช ๒๓๙๖ ที่บ้านบางตระไนย จังหวัดปทุมธานี บิดาชื่อป้าน เป็นสมิงปราบหงษา นายกองมอญ มารดาชื่อ เหมือน เป็นชาวรามัญโดยกำเนิด ท่านเกิดเป็นสหชาติกับรัชกาลที่ ๕  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๙ ท่านอายุ ๑๓ ปี บวชเป็นสามเณร ในสำนักของพระครูนิโรธมุนี วัดบางตระไนย ศึกษาไวยากรณ์ชั้นต้น ตามหลักสูตรการศึกษาบาลีรามัญที่นั่น ๑ พรรษา และได้ไปเรียนมูลไวยากรณ์ต่อที่สำนักพระอาจารย์นนท์ วัดกู้ บางพูด จังหวัดนนทบุรี เรียนพระปริยัติธรรมในพระคุณวงศ์ (สน) เป็นเวลา ๒ ปี ครั้น พ.ศ. ๒๔๑๔ ได้ย้ายไปอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร พระนคร ศึกษาพระปริยัติธรรมกับพระมหาเย็น อายุครบอุปสมบทแล้ว ย้ายกลับไปวัดบางตระไนย อุปสมบทที่นั่น โดยมีพระไตรสรณธัช วัดเสาธงทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระคุณวงศ์ (สน) และพระครูวิเชียรมุนี วัดฉิมพลี เป็นคู่สวด ในปีเดียวกันนั่นเอง หลังจากอุปสมบทแล้ว ได้ย้ายไปจำพรรษา ที่วัดปรมัยยยิกาวาส ศึกษา พระปริยัติธรรมในสำนักพระคุณวงศ์ (สน) ๔ พรรษา
       พ.ศ.๒๔๑๙ ได้เข้าสอบแปลพระปริยัติธรรม ณ พระที่นั่งพุทไธยสวรรย์ พระศาสนโสภณ เป็นแม่กองสอบได้สอบ ได้ครั้งนั้นเป็นเปรียญ ๒ ประโยค เทียบกับเปรียญไทย ๓ ประโยค หลังจากนั้นมา ท่านได้ใช้เวลาฝึกฝน ซ้อมหนังสือกับสมเด็จพระวันรัตน์ (แดง) วัดสุทัศน์ พระนคร เป็นเวลา ๕ ปี ได้เขาสอบแปลพระปริยัติธรรม อีกครั้งหนึ่ง ณ พระที่นั่งพุทไธยสวรรย์ สมเด็จพระสังฆราชเป็นแม่กองสอบ ได้อีก ๑ ประโยค จึงเป็นเปรียญธรรม ๓ ประโยค ต่อมา พ.ศ. ๒๔๒๕ ท่านได้เข้าสอบแปลพระปริยัติธรรม ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ครั้งยังเป็น กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เป็นแม่กองสอบ ครั้งนี้สอบอีก ๑ ประโยค จึงเป็น ๔ ประโยค เปรียญสามัญ และถือเป็นเปรียญเอก จบหลักสูตรเพียงเท่านี้วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๓๓ ได้รับพระราชทาน สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระธรรมวิสารธะ และโปรดฯ อาราธนามาเป็นเจ้าอาวาส วัดบวรมงคล ตั้งแต่นั้นมาท่านได้ปรับปรุงซ่อมแซมเสนาสนะ จัดหาสถานที่ศึกษาพระปริยัติธรรม เนื่องจาก ท่านเป็นเปรียญเอก ซึ่งเป็นเปรียญสูงสุดฝ่ายรามัญ ท่านเอาใจใส่จัดการศึกษาพระปริยัติธรรม อย่างจริงจัง จึงปรากฏมีภิกษุสามเณรทีสอบได้เป็นเปรียญรามัญขึ้นมากในยุคของท่าน
       อนึ่ง พ.ศ. ๒๔๕๑ วันที่ ๗ มิถุนายน ท่านเจ้าคุณพระธรรมวิสารทะ (จู สิงฺโฆ) ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นที่ พระคุณวงศ์ พระราชาคณะชั้นเทพ แล้วโปรดฯ ให้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส และเป็นเจ้าคณะจังหวัดนนทบุรีด้วย ท่านได้ปฏิบัติ หน้าที่เจ้าอาวาส และเจ้าคณะจังหวัดอยู่ ๙ ปี แล้วทรงยกเป็นกิตติมศักดิ์ วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ เวลา ๒๓.๓๐ น. ได้ถึงแก่มรณภาพ รวมอายุ ๖๖ ปี ๔๕ วัน
       มีเกร็ดเล่าว่าท่านมหาจูรูปนี้ มีความรู้แตกฉานในการแปลหนังสือมาก ประกอบด้วยความองอาจแกล้วกล้า ในสมาคม จะพึงยกขึ้นกล่าวเป็นอุทาหรณ์ว่า เมื่อท่านแปลประโยค ป.๔ ในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม คณะกรรมการทักท้วงศัพท์ที่ท่านแปลหนึ่ง ท่านแก้หลุดถึง ๓ ครั้งโดยการแปลยักย้าย ให้ถูกตามความประสงค์พอถูกทักเป็นครั้งที่ ๔ ท่านจึงวางหนังสือเรียน พร้อมกับถามกรรมการว่า จะต้องประสงค์โดยนัยไหนอีก นัยพระบาลี นัยอรรถกถา และนัยฎีกา ก็แปลแก้หมดแล้ว ถ้ายังจะประสงค์ นัยอื่นอีกก็ขอถวายหนังสือ เรื่องนี้เกิดเป็นข้ออธิกรณ์ในภายหลัง แต่ปรากฎว่าเมื่อท่านผู้ใหญ่สมัยนั้นชำระแล้ว ท่านเป็นผู้ชนะ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงโปรดปรานท่านมากถึงกับทรงรับสั่งเรียก ท่านอย่างคุ้นเคยว่า  “ท่านเจ้าสิงฆ์”  ท่านเป็นเจ้าอาวาส  พ.ศ. ๒๔๓๓ - ๒๔๕๐ รวมเวลา ๑๘ ปี

 

เจ้าอาวาส  รูปที่ ๗

       พระไตรสรณธัช (เย็น พุทฺธวํโส ป.ธ.๕)  ท่านเจ้าคุณพระไตรสรณธัช (เย็น)เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๓ ชาติภูมิอยู่บ้านแหลมครุ จังหวัดสมุทรสาคร ท่านเป็นสัทธิวิหาริก ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาวงกรณ์ อุปสมบทที่วัดบวรนิเวศวิหาร ศึกษาพระปริยัติธรรม ที่นั่นจนสอบไล่ได้เป็นเปรียญ ๕ ประโยค ในเวลาอยู่วัดบวรนิเวศนั้น ท่านได้เป็นพระเปรียญผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในภาษาบาลีเป็นอย่างดี จนได้รับความไว้วางใจ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูสอนปริยัติธรรมประจำสำนัก จนปรากฏมีศิษย์ศึกษาในสำนักของท่านจำนวนมาก แม้เจ้าอาวาสวัดบวรมงคลรูปที่ ๕ คือ พระธรรมวิสารทะ (จู) ก็เคยเป็นศิษย์ศึกษาอยู่กับท่าน
       ครั้นภายหลังท่านได้ลาสิกขา เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กในกรมพระนเรศวรฤทธิ์เป็นเวลา ๑ ปี แล้วเดินทางไปเมืองหงสาวดี ท่านเบื่อหน่ายในวิสัยฆราวาสพอใจที่จะหาความสงบในร่มกาสาวพัสตร์ จึงได้เดินทางไปเมืองหงสาวดี เข้าอุปสมบทอีกครั้ง เมื่อท่านอยู่ที่นั้นไม่นานก็กลับเมืองไทย เที่ยวจาริกไปจำพรรษาในที่ต่าง ๆ มิได้อยู่เป็นหลักแหล่งจำพรรษาอยู่วัดคลองห้า เมืองธัญญบุรีบ้าง วัดต่าง ๆ ในเขตจังหวัดปทุมธานีบ้าง ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ วัดบวรมงคลว่างจากเจ้าอาวาส การที่จะหาพระ ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมไปครองวัดนี้ เป็นการยาก ทรงเห็นแต่พระมหาเย็นรูปนี้ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ พอจะบริหารคณะสงฆ์ได้ จึงทรงหารือกันกับพระเจ้าน้องยาเธอสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นชอบด้วย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระมหาเย็น พุทฺธวํโส เปรียญธรรม ๕ ประโยค เป็นพระราชาคณะที่พระไตรสรณธัช และโปรดฯ ให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลนับเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๗ และเป็นรูปสุดท้ายสำหรับวัดบวรมงคล ยุครามัญนิกาย   ท่านเป็นเจ้าอาวาส  พ.ศ. ๒๔๕๐ - ๒๔๖๒ รวมเวลา ๑๒ ปี

 

ยุคธรรมยุตติกนิกาย

เจ้าอาวาส  รูปที่ ๘

       เจ้าอาวาสรูปที่ ๘ หรือรูปที่  ๑ ในยุคธรรมยุตติกนิกาย พระครูสีลสังวร (พรหมา กนฺตสีโล) ชื่อเดิม พรหมา ฉายา กนฺตสีโล ภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านนาแก้ว อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อได้บวช แล้วเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ที่วัดปทุมวนาราม สมัยที่พระปัญญาภิศาลเถระ เป็นเจ้าอาวาสและได้รับตำแหน่งฐานานุกรรมที่พระสมุห์ ภายหลังได้ย้ายมาอยู่ที่วัดบรมนิวาส เมื่อท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ยังเป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี เป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาสท่านพระสมุห์พรหมา แสดงธรรมไพเราะเป็นที่ไว้วางใจของท่านเจ้าคุณพระธรรมธีรราชมหามุนี (จันทร์ สิริจนฺโท) จนถึงกับได้รับอนุญาตให้แสดงธรรมแทน และได้รับคำชมอยู่เสมอว่า  พระสมุห์พรหมาแสดงธรรม  ได้ดีแล้วแต่งตั้งให้เป็นพระครูธรรมธรพรหมา ท่านได้รับมอบหมายเหล่านี้เป็นกรรมวาจาจารย์ในการอุปสมบท กุลบุตรตลอดมาแม้ในการอุปสมบทพระราชเมธาจารย์ (ผิว ฐิตเปโม ป.ธ.๗) เป็นพระภิกษุท่านพระครูธรรมธรพรหมา ก็เป็นกรรมวาจาจารย์ด้วย ท่านพระครูธรรมธรพรหมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลนี้ พ.ศ. ๒๔๖๒ ซึ่งเป็นรอบร้อยปีของการเปลี่ยนแปลงสถานะของวัด คือเปลี่ยนแปลงจากวัดลิงขบมาเป็นวัดบวรมงคลราชวรวิหาร พ.ศ.๒๓๕๒–๒๔๖๒ ท่านพระครูธรรมมาธรมาอยู่ครั้งแรก เห็นวัดอยู่ในสภาพทรุดโทรม จึงเร่งรัดบูรณะ ปฏิสังขรณ์เป็นการใหญ่ โดยที่ได้ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ได้ให้การอุปการะ และสนับสนุนกิจการต่างๆ ของวัด งานบูรณะจึงไม่เป็นอุปสรรค ในปี พ.ศ.๒๔๖๓ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูสีลสังวร
       ด้านการพัฒนาการศึกษา  มีพระภิกษุสามเณรจำพรรษาที่วัดบวรมงคลมากขึ้น ได้มีพระภิกษุสามเณรเข้าสอบทั้งแผนกนักธรรมและบาลีมากขึ้น ครูสอนพระปริยัติธรรมได้มาจากวัดบรมนิวาส ช่วยเหลือในการนี้มีหลายรูป เช่น พระมหาอุ่น ซึ่งภายหลังได้เป็นราชาคณะที่ พระอริยคุณาธาร ก็ได้มาเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมด้วย ท่านพระครูสีลสังวร (พรหมา) เป็นเจ้าอาวาส ๗ ปี ท่านได้เกิดความเบื่อหน่ายที่จะปฏิบัติงานส่วนนี้ จึงขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส กลับไปอยู่ภูมิลำเนาเดิม และทูลถวายพระพรขอรับพระบรมราชานุญาตลาสิกขาในภูมิลำเนาของท่านนั้นเองฯ    ท่านเป็นเจ้าอาวาส  พ.ศ. ๒๔๖๒ - ๒๔๖๙ รวมเวลา ๗ ปี

เจ้าอาวาส  รูปที่ ๙

       พระครูสีลสังวร (อ่อน พนฺธุโล) ท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๙ หรือ รูปที่ ๒ ยุคธรรมยุติ  ท่านพระครูสีลสังวรรูปนี้ เดิมชื่อ อ่อน ฉายา พนฺธุโล ภูมิลำเนาเดิมอยู่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ท่านบวชแล้วเข้ามาศึกษา พระปริยัติธรรมอยู่สำนักวัดบรมนิวาส ในสมัยท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมธีรราชมหามุนี (จันทร์ สิริจนฺโท) เมื่อท่านพระครูธรรมธรพรหมา ย้ายมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล ท่านก็ย้ายมาด้วย
       เมื่อท่านพระครูธรรมธรพรหมา ได้รับสมณศักดิ์ เป็นพระครูสีลสังวร ตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง พ.ศ.๒๔๖๓ ท่านก็ได้แต่งตั้งให้เป็นฐานานุกรม ของท่านด้วยที่ตำแหน่งพระสมุห์ ท่านพระสมุห์อ่อน ได้ช่วยปฏิบัติงานทั้งด้านธุรการ และบริหาร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะท่านพระครูสีลสังวร (พรหมา) ใช้เวลาส่วนมากในการแสดงธรรม อบรมสั่งสอน โอกาสที่จะบริหารงานอย่างใกล้ชิดไม่ค่อยมี ท่านสมุห์อ่อน จึงช่วยเป็นกำลังสำคัญมาตั้งแต่แรก ครั้น พ.ศ. ๒๔๖๘ ท่านพระครูสีลสังวร (พรหมา) ได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสแล้วกลับภูมิลำเนาเดิม และลาสิกขาในที่สุด ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ครั้งมีสมณศักดิ์ที่พระโพธิวงศาจารย์ ได้นำความกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ วัดราชบพิธฯ ให้ทรงทราบพระองค์ ได้ทรงแต่งตั้งให้พระสมุห์อ่อนรักษาตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล ในปี พ.ศ.๒๔๖๙ ท่านเอาใจใส่ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดียิ่ง ในปี พ.ศ.๒๔๗๓ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสีลสังวร ตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงแล้ว ก็ได้เอาใจใส่ในการปกครอง พระภิกษุสามเณรในวัดตลอดมาด้วยดี ได้ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม ทั้งในด้านบาลีและนักธรรม ในสมัยนั้นได้เจริญขึ้นทุกด้าน ท่านพระครูเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลเป็นเวลา ๗ ปี มีความเบื่อหน่ายประกอบด้วยอาพาธด้วยโรคประสาท จึงได้ไปจากวัดบวรมงคลนี้โดยมิได้บอกกล่าว และมอบหมายการงานของวัดไว้กับท่านผู้ใดได้ดูแลปกครองพระภิกษุสามเณร ในวัดนี้แทน    ท่านเป็นเจ้าอาวาส  พ.ศ. ๒๔๖๙ - ๒๔๗๕ รวมเวลา ๗ ปี


 

จ้าอาวาส  รูปที่ ๑๐

พระราชเมธาจารย์ (ผิว  ฐิตเปโม ป.ธ.๗)

 

       พระราชเมธาจารย์ (ผิว ฐิตเปโม ป.ธ.๗) เจ้าอาวาสรูปที่ ๑๐ หรือรูปที่ ๓ ยุคธรรมยุติ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ - ๒๔๗๖ วัดบวรมงคลว่างจากเจ้าอาวาสเป็นเวลา ๒ ปี ขณะนั้นท่านพระครูสมุห์บุญมา ได้ย้ายไปในภูมิลำเนาเดิมจังหวัดชัยภูมิแล้ว ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่พระครูชินวงศ์ศิริวัฒน์ ผู้ช่วยเจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิ และเจ้าคณะอำเภอเมืองชัยภูมิเป็นผู้รักษาการ
       ดังนั้นท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม บัญชาการคณะสงฆ์ แทนองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ปรารภเรื่องนี้ต่อที่ประชุมสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตที่ประชุม เห็นพ้องต้องกันว่า ควรมอบหมายเรื่องนี้ ให้แก่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสมณศักดิ์เป็นราชาคณะชั้น หิรัญบัฏที่พระพรหมมุนี เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส เพื่อให้จัดหาผู้มีความเหมาะสมไปดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดบวรมงคลต่อไป ท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนีได้พิจารณาเห็นว่า พระมหาผิว ฐิตเปโม เปรียญธรรม ๗ ประโยค ซึ่งอยู่วัดบรมนิวาสมาตั้งแต่เป็นสามเณร และได้ตามท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ อุปัชฌาย์ไปปฏิบัติศาสนกิจอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นเวลา ๖ ปี แล้วได้กลับมาจำพรรษาที่วัดบรมนิวาสอีก เป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม สามารถจะบริหารคณะสงฆ์ให้ลุล่วงไปด้วยดีได้ จึงได้นำเข้าเฝ้ากราบทูล สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์ ทรงเห็นชอบด้วย และได้มีพระบัญชาให้มาครองวัดนี้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๗  ท่านพระมหาผิว ฐิตเปโม เกิดวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๑ บ้านระหัด ตำบลระหัด อำเภอมงคลบุรี จังหวัดพระตะบอง ได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลด้วยดีตลอดมา ครั้นถึงวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ ก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ที่พระสุมงคลมุนี ต่อมาเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๙ เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่พระราชเมธาจารย์ ระยะเวลาตั้งแต่มาอยู่วัดรักษาการเป็นเจ้าอาวาส จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสแล้วปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีตลอดมา 

การพัฒนาวัด 

       ท่านเจ้าคุณพระราชเมธาจารย์ ขณะดำรงสมณศักดิ์เป็นพระสุมงคลมุนี เริ่มบูรณะซ่อมแซมหลายอย่าง เท่าที่สามารถจะทำได้ในขณะนั้นระยะแรก ๆ มีงานสำคัญคือ
        ๑.ผาติกรรมซื้อกุฏิทรงไทย จากวัดไตรมิตรมาปลูกสร้างฝั่งคลองด้านเขตสังฆาวาส รวมค่ากุฏิ ค่าแรง และค่าขนย้ายรวมเป็นเงิน ๒ พันบาทเศษ
        ๒.จัดย้ายรื้อศาลาการเปรียญ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งสังฆาวาสไปปลูกสร้างไว้ฝั่งพุทธาวาส เบื้องหน้าพระอุโบสถเล็กน้อย และซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดี ปัจจุบันนี้ใช้เป็นกุฏิชั่วคราว
        ๓.สร้างสะพานท่าน้ำตรงหน้าพระอุโบสถ เป็นสะพานไม้เสาคอนกรีต ยาว ๓๖ เมตร กว้าง ๒ เมตร ปัจจุบันปลายสะพานรื้อทำเขื่อนหน้าวัด สะพานนี้ได้ซ่อมเป็นคอนกรีต ทั้ง ๓ รายการนี้ได้เริ่มทำในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ สำเร็จเรียบร้อย พ.ศ. ๒๔๘๒

       ศิษย์คนสำคัญ พระศรีวิสุทธิวงค์ ( สาย ตุลโย ป.ธ. ๙ ) ได้ติดตามเจ้าอาวาสมา เมื่อท่านย้ายเป็นเจ้าอาวาส ขณะนั้น ท่านเจ้าศรีวิสุทธิวงศ์ ยังเป็นสามเณรอยู่ ครั้น พ.ศ. ๒๔๙๗ ท่านเจ้าคุณสุมงคลมุนี เจ้าอาวาสอาพาธต้องพักรักษาตัว ทางคณะสงฆ์จึงแต่งตั้ง ให้ท่านเจ้าศรีวิสุทธิวงศ์ทำงานแทนเจ้าอาวาส ท่านเจ้าศรีวิสุทธิวงศ์ผู้นี้จึงได้ดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมและสร้าง เสนาสนะเป็นการใหญ่ จัดหาปัจจัยเครื่องอุปถัมภ์สำหรับพระภิกษุสามเณรในวัดนี้ให้ได้รับความสะดวก ยิ่งขึ้นพอสรุปผลงานได้ดังนี้
       ๑.ร่วมมือกับพระชำนาญอนุศาสตร์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา ชักชวนผู้มีศรัทธา ตั้งมูลนิธิเพื่อบำรุงพระภิกษุสามเณร ผู้ศึกษาเล่าเรียน มีผู้ศรัทธาร่วมมือตามรายการนี้มาก เบื้องแรกได้เงินจำนวน ๖๙,๓๐๐ บาท ให้ไวยาวัจกรวัดนำ ฝากมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยไว้เพื่อจัดหาดอกผลต่อไป มูลนิธิวัดบวรมงคลนี้ มีผู้ศรัทธานำเงินฝากสมทบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้
       ๒.เพื่อบำเพ็ญสาธารณประโยชน์แก่เยาวชนของชาติ ท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์ ได้อนุมัติที่ธรณีสงฆ์ ๑๐ ไร่ให้กรมสามัญกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาสายสามัญชื่อโรงเรียนวัดบวรมงคลขึ้น โดยทางวัดมิได้เก็บค่าเช่าที่ดินแต่ประการใด ๆ ตั้งแต่ปีการศึกษา พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
       ๓.ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือไปยัง ท่านจอมพลผิณ ชุณหวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ในสมัยนั้น ได้ถมสระน้ำหน้าวัดโดยพณฯท่านส่งเรือขุดของกรมชลประทานมาช่วยขุดดินในลำน้ำ เจ้าพระยาขึ้นถมบ่อหน้าวัดบริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ ในปัจจุบัน พ.ศ. ๒๔๙๘
       ๔.ใน พ.ศ. ๒๔๙๘ ประมูลการจัดผลประโยชน์ท่าเรือจ้างโดยมีกรรมการดำเนินงานในส่วนนี้ การจัดประมูลค่าเช่าท่าเรือ ได้รับค่าเช่าสูงถึงเดือนละ ๑,๔๖๕ บาทในสมัยนั้น ซึ่งเดิมรายได้ค่าเช่าท่าเรือเพียงเดือนละ ๑๐๐ บาทเท่านั้น
       ๕.ของบประมาณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถซึ่งชำรุดทรุดโทรมมากจากเงินงบประมาณของรัฐ โดยผ่านทางกระทรวงวัฒนธรรม ขณะนั้นได้รับเงินงบประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท และในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้รับอีก ๑๐,๐๐๐ บาท เงินจำนวนนี้ได้นำมาฝากไว้ที่กรมการศาสนา ซึ่งภายหลังทางวัดได้นำมาดำเนินการตามวัตถุประสงค์แล้ว
       ๖.ได้ชักชวนผู้มีจิตศรัทธาหลายท่านมาบูรณะพระระเบื้องรอบวิหารคต ๑๐๘ องค์ ซึ่งชำรุดและเทพื้นซีเมนต์รอบวิหารคตอีก และมีผู้ร่วมบริจาคช่วยเหลืออีกเป็นเงิน ๒๓,๙๘๕ บาท
       ๗.สร้างและซ่อมแซมถนนหน้าพระอุโบสถ และทางเดินในวัดรวม ๓ สาย ด้วยทุนทรัพย์ที่มีผู้บริจาคช่วยในการนี้ ๓,๕๗๕ บาท และได้รับจากทุนทรัพย์ส่วนอื่นที่มีผู้ร่วมบริจาคในการซ่อมแซมได้ใช้ทุน ทรัพย์ส่วนตัวของท่านเอง ๑ ส่วน
       ๘.ซ่อมแซมกุฏิเสนาสนะสำหรับพระภิกษุสามเณรจำนวน ๑๐ หลัง เป็นเงินค่าซ่อมแซมประมาณ ๕,๐๐๐ บา
       ๙.เพื่อปรับปรุงที่วัดให้สะอาดหมดจด และสวยงาม พระศรีวิสุทธิวงศ์จึงจัดให้ทำบุญล้างป่าช้าขึ้น เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๐ ในการนี้ยังเหลือเงินค่าใช้จ่ายจำนวน ๗,๐๐๐ บาท ได้นำเข้าสมทบทุนซ่อมแซมพระอุโบสถต่อไป
       สรุปความ ว่าท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์ ( สาย ตุลโย ป.ธ.๙ ) ได้ทำงานฉลองพระเดชพระคุณพระราชเมธาจารย์ผู้เป็นเจ้าอาวาส ขณะเป็นพระสุมงคลมุนี ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งประมาณ ๔ ปี ท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์ ได้ประสบอุบัติเหตุถูกพวกคนร้าย ผู้เสียผลประโยชน์ ลงขันจ้างคนร้ายยิงท่านด้วยกระสุนปืน เพียงด้วยกระสุนลูกเดียวตัดขั้วหัวใจเสียชีวิตตรงทางเดินเท้า ก่อนถึงประตูทางเข้ากุฏิของท่าน สิริอายุได้เพียง ๓๘ ปี ๒๔ วัน
       ส่วนท่านเจ้าคุณพระราชเมธาจารย์ ( ผิว ฐิตเปโม ป.ธ.๗ ) ผู้เป็นอาจารย์ผู้เสมือนเป็นพ่อคนที่ ๒ ของพระศรีวิสุทธิวงศ์ นับตั้งแต่ปีได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระสุมงคลมุนี ล่วงมาได้ ๓๘ ปี จึงได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชเมธาจารย์ และได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๘ สิริอายุได้ ๙๗ ปี    ท่านเป็นเจ้าอาวาส  พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๒๕๓๘ รวมเวลา ๖๑  ปี
 
 
 เจ้าอาวาส รูปที่ ๑๑
พระเทพญาณวิศิษฎ์ (เปลี่ยน  ญาณฐิโต ป.ธ.๕)

       พระเทพญาณวิศิษฎ์ (เปลี่ยน ญาณฐิโต ป.ธ.๕) เจ้าอาวาสรูปที่ ๑๑ หรือรูปที่ ๔ ยุคธรรมยุติ พระเทพญาณวิศิษฎ์ เดิมชื่อ เปลี่ยน ฉายา ณาณฐิิโต นามสกุล ศรปัญญา เกิดวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ที่บ้านบุยาว ตำบลกล้วยกว้าง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เมื่ออายุได้ ๑๔ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้ฝากให้เป็นศิษย์ท่านมหาทองดี ไปศึกษาปริยัติธรรมที่จังหวัดปราจีนบุรี  เบื้องแรกไปพำนักอยู่ ณ วัดสระข่อย ต. โคกปีป อ.ศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี ได้บรรพชาเป็นสามเณรจำพรรษาที่วัดสระข่อย ๑ พรรษา และต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้ย้ายไปจำพรรษา อยู่วัดปะกอกสีมาราม ต. รอบเมือง อ. เมือง จ. ปราจีนบุรี ทำพิธีบวชใหม่เป็นธรรมยุต โดยมีท่านเจ้าคุณพระปราจีนมุนี ศรีอุทัยพิศคณาจารย์ สังฆปาโมกข์ เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี (ธ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมา สอบได้นักธรรมชั้นตรี พ.ศ. ๒๔๗๗ นักธรรมชั้นโท สอบได้ พ.ศ. ๒๔๗๙ ที่สำนักเรียนวัดปะกอกสีมาราม วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะโรง ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พระอุโบสถวัดบวรมงคล แขวงบางยี่ขัน กรุงเทพมหานคร โดยมีท่านเจ้าคุณพระญาณรักขิต ( หรั่ง ปิยธโร ป.ธ. ๕ ) วัดบรมนิวาส เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระมหาไข อุปติสฺโส ป.ธ. ๖ เป็นกรรมวาจาจารย์ และพระมหาผล ฐานิสฺสโร ป.ธ. ๖ วัดบวรมงคล เป็นอนุสาวนาจารย์ ทั้ง ๒ รูป อยู่ที่วัดบวรมงคล
       วิทยฐานะนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ จบชั้นประถมบูรณ์ โรงเรียนประจำตำบล ต. กล้วยกว้าง อ. อุทุมพรพิสัย จ. ศรีสะเกษ พ.ศ. ๒๔๗๗ สอบได้นักธรรมชั้นตรี สำนักเรียนวัดมะกอกสีมาราม ต.รอบเมือง อ. เมือง จ. ปราจีนบุรี พ.ศ. ๒๔๗๙ สอบได้นักธรรมชั้นโท สำนักเรียนวัดมะกอกสีมาราม พ.ศ. ๒๔๘๖ สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ในสำนักเรียนสาขาวัดบวรมงคล ตำบลบางพลัด อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี พ.ศ. ๒๔๙๐ สอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค ในสำนักเรียนสาขาวัดบวรมงคล ตำบลบางพลัด อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี พ.ศ. ๒๔๙๙ สอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค ในสำนักเรียนสาขาวัดบวรมงคล ต่อมามี ภาระและหน้าที่การงาน  ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ท่านเจ้าคุณพระสุมงคลมุนี ( ผิว ฐิตเปโม ป.ธ. ๗ ) เจ้าอาวาสวัดบวรมงคลอาพาธ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสได้ตามปกติ  ท่านได้เสนอแต่งตั้งพระศรีวิสุทธิวงศ์ (สาย ตุลโย ป.ธ. ๙ ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ให้เป็นผู้ทำการแทนเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล พระมหาเปลี่ยน ญาณฐิโต ป.ธ. ๔ (สถานะในขณะนั้น) ก็ได้เข้าร่วมงานช่วยเหลือท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์มาโดยตลอด เมื่อท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์ได้มรณภาพลงในวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านพระครูมงคลญาณ (เปลี่ยน ญาณ ฐิโต ป.ธ. ๕) สถานภาพขณะนั้น ก็ได้รับช่วงภาระหน้าที่ต่าง ๆ แทนท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์ (สาย ตุลโย ป.ธ. ๙ ) สืบมา
       ทั้งนี้ ได้มีการรื้อซ่อมแซมพระอุโบสถ  ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๐๓ ท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสพระสุมงคลมุนี ได้ติดต่อให้กรมชลประทาน รับเป็นผู้ดำเนินการซ่อมแซมหลังคาพระอุโบสถดังกล่าว ท่านอธิบดีกรมชลประทาน ม.ล. ชูชาติ คำภู ได้ส่งช่างมาสำรวจและดำเนินการซ่อมตามความประสงค์ของวัด โดยแบ่งการซ่อมออกเป็น ๒ ตอน คือ
       ๑.รื้อหลังคา นำขื่อลง หล่อขื่อคอนกรีตเสริมเหล็ก ปรับหลังคา มุงกระเบื้อง เทปูนขอบกระเบื้อง ปูเพดานและทาสี  เริ่มปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ๑๔๙,๒๕๘.๐๐ บาท (หนึ่งแสนสี่หมื่นเก้าพันสองร้อยห้าสิบแปดบาทถ้วน)
        ๒.ปรับปรุงเครื่องช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หัวตะเฆ่ สับตะเฆ่ ลงรักติดกระจก และยกติดตั้งให้เรียบร้อย เริ่มวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๖ และสำเร็จในปีนั้น ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ๑๓,๐๐๐.๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นสามพันบาทถ้วน) และเสียค่าซ่อมแซมหลังคารั่วอีก ๑๗,๐๐๐.๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นเจ็ดพันบาทถ้วน)   ท่านเป็นเจ้าอาวาส  พ.ศ. ๒๕๓๘ – ๒๕๔๑ รวมเวลา ๓  ปี

 

 

เจ้าอาวาส รูปที่ ๑๒

พระเทพมงคลญาณ (พิเชนทร์  ชินวํโส  ป.ธ.๕)

 

ประวัติและผลงาน

         พระเทพมงคลญาณ (พิเชนทร์  ชินวํโส ป.ธ.๕)  เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๑๒   หรือรูปที่ ๕ แห่งธรรมยุตติกนิกาย   ชื่อเดิม พิเชนทร์    ฉายา ชินวํโส   นามสกุล  สิงขรณ์ เกิดวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ตรงกับวันแรม ๔ ค่ำ เดือน ๔ ปีขาล ณ ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น บิดาชื่อนาย หล้า สิงขรณ์ มารดาชื่อ นางแก้ว สิงขรณ์  บรรพชา เป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๒๘ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๕ ณ พัทธสีมาวัดสว่าง ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เมื่ออายุได้ ๑๗ ปี  มีพระเทพบัณฑิต  ขณะเป็นพระครูพิศาลสารคุณ วัดศรีจันทร์ ตำบลในเมือง จังหวัดขอนแก่น เป็นพระอุปัชฌาย์ มาอยู่วัดบวรมงคล เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ณ พัทธสีมาวัดบวรนิเวศวิหาร ตำบลชนะสงคราม อำเภอพระนคร กรุงเทพมหานคร เมื่ออายุได้ ๒๑ ปี มีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์) เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระราชเมธาจารย์ ขณะเป็นพระสุมงคลมุนี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และมีพระเทพญาณวิศิษฏ์ ( เติม ) ขณะเป็นพระครูมหานายก วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอนุสาวนาจารย์

วิทยะฐานะ
          พ.ศ. ๒๔๘๑   จบชั้น ม.๔ โรงเรียนประชาบาลประจำหมู่บ้าน ( บ้านดอนธาตุ ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น)

          พ.ศ. ๒๔๘๕   สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี สำนักเรียนวัดเกาะทอง ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
          พ.ศ. ๒๔๘๖   สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท สำนักเรียนวัดศรีจันทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
          พ.ศ. ๒๔๘๖   เรียนจบไวยากรณ์ ในสำนักเรียนวัดศรีจันทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
          พ.ศ. ๒๔๘๙   สอบไล่ได้ประโยค ป.ธ.๓ ในสำนักเรียนวัดศรีจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
          พ.ศ. ๒๔๙๑   สอบไล่ได้ประโยค ป.ธ.๔ ในสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร อำเภอพระนคร กรุงเทพมหานคร
          พ.ศ. ๒๕๐๐   สอบไล่ได้ ป.ธ.๕ ในสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร อำเภอพระนคร กรุงเทพมหานคร
          พ.ศ. ๒๕๐๓   สอบไล่ได้ประโยคเตรียมอุดม ( ม.๘ ) โรงเรียน(สมัครสอบ )

งานการปกครอง
          พ.ศ. ๒๕๐๗   เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลราชวรวิหาร แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๗
          พ.ศ. ๒๕๔๐   เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลราชวรวิหาร แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๐ 

          พ.ศ. ๒๕๔๑   เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลราชวรวิหาร แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑

งานการศึกษา 
          พ.ศ. ๒๔๙๓  เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี สำนักศาสนาศึกษา วัดบวรมงคล แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร 
          พ.ศ. ๒๔๙๗  ได้รับมอบหมายให้เป็นครูสอนนักธรรมชั้นโท แทนพระศรีวิสุทธิวงศ์ (สาย ตุลโย ป.ธ. ๙ ) เป็นครั้งคราว เพราะท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์ มีภาระธุระประจำของท่านมาก เช่น ทำหน้าที่ไปอบรมสั่งสอนข้าราชการ ประชาชน เผยแผ่พระพุทธศาสนา และไปแสดงธรรมเทศนาในงานต่าง ๆ ที่ได้รับนิมนต์ไว้ เป็นต้น
          พ.ศ. ๒๕๐๑  ได้รับมอบหมายให้เป็นครูสอนพระนวกะวัดบวรมงคล แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร แทนเจ้าอาวาส

          พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นกรรมการตรวจนักธรรมสนามหลวงและบาลีสนามหลวง ของทางการคณะสงฆ์ไทย

งานเผยแผ่
          พ.ศ. ๒๕๐๗  เป็นผู้อำนวยการศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนา นำพระธรรมวิทยากรเข้าสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนวัดบวรมงคล ระดับมัธยมศึกษาชั้น ม.ศ.๑ – ๒ -๓ -๔ - ๕ -๖ และเปิดสอนวิชาธรรมศึกษาระดับชั้น ธรรมศึกษาชั้น ตรี – โท – เอก และเปิดเป็นสำนักสอบธรรมศึกษาในโรงเรียนนั้นด้วย
          พ.ศ. ๒๕๒๐ - ๒๕๒๙  เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนมหรรณพาราม
          พ.ศ. ๒๕๒๒  ได้เขียนแบบเรียน หลักสูตร ๒๕๒๒ วิชาพระพุทธศาสนา ( สังคมศึกษา ) ม.ศ. ๔ - ๕ ให้สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ เสนอกรมวิชาการขออนุญาตเป็นแบบเรียน
          พ.ศ. ๒๕๒๖  ได้เขียนหนังสือเสริมการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาระดับ ม.ศ.๔ -๕ - ๖ มอบหมายให้สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิชย์ กรุงเทพมหานคร พิมพ์ออกเผยแพร่ในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ

          พ.ศ. ๒๕๔๑  เป็นผู้อำนวยการเปิดสอนวิชาธรรมศึกษาระดับธรรมศึกษาชั้น ตรี – โท – เอก ในโรงเรียนโพธิสารวิทยาคม แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร อีกแห่งหนึ่ง และเปิดเป็นสำนักสอบในโรงเรียนนั้นด้วย

งานสาธารณูปการ
          ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานจัดผลประโยชน์วัดบวรมงคลแล้ว ได้รับมอบหมายจากพระญาณเวที ( เปลี่ยน ญาณฐิโต ป.ธ.๕ ) ผู้ทำการแทนเจ้าอาวาสขณะนั้น ให้เป็นผู้ชี้แนวเขตสร้างถนนจากเขตที่ธรณีสงฆ์ หน้าประตูโรงเรียนวัดบวรมงคลเข้า ไปในพื้นที่โรงเรียนวัดบวรมงคล ตลอดแนว ๑๘ เมตร จนถึงท่าเรื่อของวัดบวรมงคล โดยกำหนดให้เป็นพื้นที่ทำถนน ๖ เมตร ที่เหลือตามแนวพื้นที่เขตธรณีสงฆ์ติดกับที่ดินเอกชน กำหนดเป็นพื้นที่สร้างตึกแถวจำนวน ๔๕ คูหา และได้มอบให้พระครูมงคลญาณ ( พิเชนทร์ ชินวํโส ป.ธ.๕ ) เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดเริ่มตั้งแต่เรื่องการขออนุญาตสร้างตึก และข้อตกลงและสัญญาต่างๆกับทางกรุงเทพมหานคร เช่น ข้อตกลงว่าเมื่อจัดตกลงว่าจะสร้างตึกแถวเกิน ๓๕ คูหาขึ้นไป จะต้องมีที่จอดรถตามข้อแนะนำของวิศวกรรมจราจร สำหรับผู้เช่าอาคารของวัด ( ตึกแถวของวัด ) เป็นต้น 
         ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นประธานดำเนินการ มอบให้กรมการศาสนาติดต่อกับเจ้าหน้าที่พนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อยและบางพลัด สำรวจที่ดินเขตธรณีสงฆ์ เลขที่ ๓๒๒ และเลขที่ ๒๔๓ ของวัดบวรมงคลเสียใหม่ ว่า ที่ดินเขตธรณีสงฆ์ทั้ง ๒ แปลงนี้ เนื้อที่คงเดิมอยู่ หรือมีการเปลี่ยนเป็นอย่างไรบ้าง เพราะได้ออกโฉนดไว้นานแล้ว ผลการสำรวจครั้งสุดท้ายนี้ คือ แปลงเลขที่ ๓๒๒ เดิมมีเนื้อที่ ๗ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา เพิ่มเป็นเนื้อที่ ๘ ไร่ ๒ งาน ๒๔ ตารางวา และแปลงเลขที่ ๒๔๓ เดิม ๑๘ ไร่ ๘๐ ตารางวา เพิ่มเป็น ๒๐ ไร่ ๑๘ ตารางวา ทั้ง ๒ แปลงจากเดิม ๒๕ ไร่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวา การสำรวจครั้งหลังสุด รวมที่ธรณีสงฆ์ ๒แปลงได้ ๒๘ ไร่ ๒ งาน ๔๒ ตารางวา
         ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์ให้เข้าไปขออนุญาตเจ้าอาวาสคือพระราชเมธาจารย์ ( ผิว ฐิตเปโม ป.ธ.๗ ) สร้างตึกอาคารเรียนเวชยันตรังสฤษฎ์ จนได้รับความยินยอมจากเจ้าอาวาสขณะนั้นให้สร้างได้ตามความปรารถนา ดังเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ รวมค่าก่อสร้างประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท. ( สองล้านห้าแสนบาท ) โดยงบประมาณของทายาทเอง
          ในปี พ.ศ.๒๕๓๗ ได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาสขณะนั้น คือ พระราชเมธาจารย์( ผิว ฐิตเปโม ป.ธ.๗ ) ให้ดำเนินติดต่อกับกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม เรื่องการออกเอกสิทธิ์ในพื้นที่ดินตั้งวัด เพราะวัดบวรมงคล แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานครนี้ เป็นพระอารามหลวง ชนิดราชวรวิหาร ตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๐๐ และเป็นพระอารามหลวง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ จากนั้นจนถึงบัดนี้ รวมเวลาได้ ๒๔๐ ปีแล้ว ยังไม่มีเอกสิทธิ์( โฉนดที่ดิน ) เลย จึงได้ดำเนินจนสำเร็จได้เอกสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดิน เขตตั้งวัดรวม ๒๙ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวาในปัจจุบัน
         ในปี พ.ศ.๒๕๒๐ ได้เป็นผู้เสนอขอให้มีการทำบุญอายุวัฒนะถวายเจ้าอาวาส คือ พระราชเมธาจารย์ ขณะนั้น เป็นประจำทุกปี เพราะที่แล้วๆ มานั้น ไม่มีท่านใดปรารภเรื่องนี้ขึ้นในที่ประชุมครูปริยัติธรรมในทุกปีที่แล้วๆมา และมีการเสนอถวายนิตยภัตเจ้าอาวาสเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท. (สองพันบาทถ้วน ) เพราะขณะนั้น ท่านเจ้าอาวาสชราภาพ บิณฑบาตรฉันไม่ได้แล้ว เพิ่งจะมายกเลิก เมื่อท่านเจ้าคุณพระราชเมธาจารย์มรณภาพลงแล้ว พ.ศ.๒๕๔๐ - ๒๕๔๑ เมื่อพระเทพญาณวิศิษฎ์ ( เปลี่ยน ญาณ โต ป.ธ.๕ ) มรณภาพลงแล้ว พระกิตติสารสุธี ( พิเชนทร์ ชินวํโส ป.ธ.๕ ) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ได้พร้อมคณะสงฆ์วัดบวรมงคลและคฤหัสค์ผู้มีจิตศรัทธาในวัด ได้ปฏิสังขรณ์ปิดทองพระประธาน ฐานชุกชี ฐานพระประธาน และพระอัครสาวกทั้งสองในพระอุโบสถวัดบวรมงคล สิ้นค่าก่อสร้างปิดทอง ค่าแรงรวม ๗๘๐,๐๐๐ บาท. ( เจ็ดแสนแปดหมื่นบาทถ้วน)

           ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔   เป็นประธานมูลธินิพระราชธรรมกวี

งานพัฒนาวัด 

          พ.ศ. ๒๕๐๗  พระครูมงคลญาณ ( พิเชนทร์ ชินวํโส ป.ธ.๕ ) เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลแล้ว ได้เสนอผู้ทำการแทนเจ้าอาวาส ( พระเทพญาณวิศิษฎ์ ) ขณะเป็นพระญาณเวที ว่าการพัฒนาวัดให้เกิดผลทางการปฏิบัติอย่างแท้จริง วัดควรนำการจัดผลประโยชน์จากกรมการศาสนามาจัดเอง จึงได้นำเรื่องนี้ปรึกษาหลายฝ่าย จนสามารถได้รับการสนองตอบรับการจัดผลประโยชน์ของวัดมาจัดเองตามความมุ่งหมาย ในเบื้องต้นได้บอกเลิกสัญญาการถือเช่าที่ธรณีสงฆ์ ที่มีผู้เช่าทำสวนมาจัดสรรค์แบ่งออกเป็นแปลง ๆ แปลงละ ๒๐ ตารางวาบ้าง หรือมากกว่านั้นบ้าง เพื่อให้ผู้เช่าอยู่อาศัยทางด้านเขตสังฆาวาสริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอพยพเข้าไปเช่าอยู่อาศัย เพื่อนำที่ดินสวนนี้กลับมาเป็นลานวัด และจัดเป็นสวนหย่อม ปลูกต้นไม้ทำลานวัดให้ร่มรื่นสมเป็นพระอารามหลวงต่อไป

          พ.ศ. ๒๕๓๔ ในฐานะเป็นประธานจัดผลประโยชน์ของวัด พระครูมงคลญาณ จึงได้ประสานงานกับกรมตำรวจเวลานั้นให้ย้ายสถานีตำรวจนครบาลบวรมงคลจากที่เดิม ซึ่งถือว่า “ หน้าวัด “ มาอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านทิศใต้ ซึ่งถือว่า “ ข้างวัด “ เพื่อสร้างเขื่อนกันน้ำท่วมวัด และปรับปรุงพื้นที่หน้าวัดให้สวยงาม พื้นที่ดินส่วนที่ตั้งโรงพัก ที่กรมตำรวจเช่านี้ มีประมาณ ๑ ไร่ ๓๕ ตารางวา ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน กรมตำรวจเสียค่าเช่า ๕ ปีแรก ค่าเช่าตารางวาละ ๕ บาทต่อเดือนและเพิ่มค่าเช่าทุกๆ ๕ ปี

          พ.ศ. ๒๕๓๙ ก่อนย้ายมาอยู่คณะแดงกุฏิราชเมธาจารย์ (เจ้าอาวาส) พระกิตติสารสุธี ได้ซ่อมแซมกุฏิ คือเปลี่ยนสายไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าทั้งหมดทั้งข้างบนและข้างล่าง ทาสีกุฏิกั้นห้องบนศาลาแดง ๔ ห้อง เป็นที่อยู่อาศัยของภิกษุสามเณรและเปลี่ยนสายไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าหม้อแปลงเสียใหม่ สร้างห้องน้ำเพิ่มเติมรวม ๔ ห้อง และเปลี่ยนสายไฟศาลาโสรัจจาลัย และศาลาหอฉัน สิ้นเงินประมาณเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ( ห้าแสนบาทเศษ ) โดยทุนญาติโยมผู้ศรัทธา

          พ.ศ. ๒๕๔๐ ถมทรายยกพื้นศาลาโสรัจจาลัยและศาลาหอฉันเทคอนกรีตให้สูงขึ้นประมาณ ๓๐ เซนต์เพื่อป้องกันน้ำท่วมเวลาฝนตกหนัก โดยทุนศิษย์คือคุณปทีป อาชวัน และครอบครัว แม่-น้องๆ สิ้นเงินประมาณ ๘๐,๐๐๐ บาทเศษ ( แปดหมื่นบาทเศษ )

          พ.ศ. ๒๕๔๑  พระนวกะศิษย์เทพื้นถนนจากประตูเข้าศาลาแดง และทำประตูเหล็กอัลลอย สิ้นเงินประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาทเศษ ( สี่หมื่นบาทเศษ )

          พ.ศ. ๒๕๔๑  ปรับพื้นรอบๆ ศาลาแดงปูอิฐตัวหมอนสิ้นเงินประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาทเศษ (สามหมื่นบาทเศษ ) โดยทุนของผู้ไม่ประสงค์ออกนาม

          พ.ศ. ๒๕๔๑  เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร แล้ว ได้ให้ความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร โดยสำนักระบายน้ำสร้างเขื่อนกันน้ำท่วม ตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตของวัด และลำกระโดงทางด้านทิศเหนือวัดถึงกุฏิเจ้าอาวาสปัจจุบัน เป็นมูลค่าประมาณ ๑๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท. ( สิบแปดล้านบาทถ้วน )

          พ.ศ. ๒๕๔๓  เป็นประธานบอกบุญกับศิษย์เก่า บ.ม. และท่านผู้เคารพนับถือบริจาคเงินจำนวน ๔๕๐,๐๐ บาท. ( สี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน ) สร้างซุ้มประตูวัด เพื่อกำหนดแบ่งเขตวัดกับเขตธรณีสงฆ์ออกจากกันให้ชัดเจน

          พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นประธานร่วมมือกับชุมชนวัดบวรมงคล และญาติโยมของวัดสร้างฌาปนสถานวัดบวรมงคล ขนาดกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๒ เมตร ใช้การได้เสร็จเรียบร้อย สิ้นเงินประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท. ( ห้าล้านบาทถ้วน ) เมื่อรวมผลการก่อสร้างทั้งหมดแล้วประมาณค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ๑๑,๗๐๕,๐๗๘ บาท. ( สิบเอ็ดล้านเจ็ดแสนห้าพันเจ็ดสิบแปดบาทถ้วน )

ลำดับสมณศักดิ์
           พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้น โท ที่พระครูมงคลญาณ
           พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก ในนามเดิม
           พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ ในนามเดิม
           พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะสามัญที่พระกิตติสารสุธี
           พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชธรรมกวี

           พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระเทพมงคลญาณ

ท่านเป็นเจ้าอาวาส  พ.ศ. ๒๕๔๑ – ๒๕๕๘  รวมเวลา ๑๘  ปี

 

 


เจ้าอาวาส  รูปที่ ๑๓

พระราชวราจารย์ (วิวัฒน์ จิณฺณธมฺโม)  ป.ธ.๕, น.ธ.เอก, ศน.บ. 

เจ้าอาวาสรูปที่ ๑๓  หรือรูปที่ ๖ ยุคธรรมยุตติกนิกาย   ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสในปี พ.ศ. ๒๕๕๘

 


ประวัติและผลงาน

       พระพระราชวราจารย์ จิณฺณธมฺโม (วิวัฒน์   ชูเส้นผม)   ปัจจุบัน อายุ  ๖๔  พรรษา  ๔๓  วิทยะฐานะ  น.ธ. เอก   ป.ธ. ๕   วุฒิ ปริญญาตรี   เกิดวันที่  ๒๗  เดือน  ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๔๙๖ บิดา  นายเสม็น  มารดา  นางเติม  บ้านเลขที่   ๔๓  หมู่ที่ ๗   ตำบลนาดี  อำเภอมือง   จังหวัดสุรินทร์     บรรพชา  วันที่  ๑๘  เดือน มิถุนายน   พ.ศ.  ๒๕๑๐   วัดบูรพาราม   อำเภอเมือง   จังหวัดสุรินทร์    พระอุปัชฌาย์  พระรัตนากรวิสุทธิ์ (พระราชวุฒาจารย์)  อุปสมบท  วันที่  ๒๒  เดือน  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๑๗  ณ วัดบวรมงคลราชวรวิหาร  เขตบางพลัด    กรุงเทพมหานคร  พระอุปัชฌาย์  พระสุมงคลมุนี (พระราชเมธาจารย์)                                             

วิทยะฐานะ 
       พ.ศ. ๒๕๑๕    สอบไล่ได้  น.ธ. เอก   สำนักเรียน วัดบวรนิเวศวิหาร
       พ.ศ. ๒๕๒๓    สอบไล่ได้  ป.ธ. ๕    สำนักเรียน วัดบวรนิเวศวิหาร

       พ.ศ. ๒๕๒๙    สำเร็จชั้น ปริญญาตรี (ศน.บ.) มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย การศึกษาพิเศษ    ปกศ.  พม.

งานพัฒนาด้านการศึกษา
       พ.ศ. ๒๕๑๙     เป็นครูสอนปริยัติธรรม สำนักศาสนศึกษาวัดบวรมงคล 
       พ.ศ. ๒๕๓๓     เป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง
       พ.ศ. ๒๕๓๕     เป็นผู้อำนวยการสำนักศาสนศึกษาวัดบวรมงคล 

       พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๓   เป็นผู้อำนวยการ มหาประชาบดีเถรีวิทยาลัย

งานเผยแผ่
       พ.ศ. ๒๕๒๐  - ปัจจุบัน    เป็นพระธรรมกถึกประจำวัดบวรมงคล กรุงเทพฯ

       พ.ศ.  ๒๕๓๕ - ปัจจุบัน    เป็นกรรมการ สนามสอบธรรมศึกษา โรงเรียนวัดบวรมงคลและสนามสอบธรรมศึกษาโรงเรียนศิริมงคลศึกษา              

งานบำเพ็ญสาธารณประโยชน์
       พ.ศ. ๒๕๓๗–ปัจจุบัน     ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านสระไซร์สองชั้น  ตำบลนาดี   อำเภอเมือง   จังหวัดสุรินทร์ 

       พ.ศ. ๒๕๔๐      เป็นกรรมการสร้างสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.๙

ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง                        
       - เจ้าอาวาสวัดบวรมงคลราชวรวิหาร
       - ประธานมูลนิธิพระเทพญาณวิวิศิษฏ์                                                                   
       - ผู้อำนวยการสำนักศาสนศึกษาวัดบวรมงคล